20 สูตรขนมไทยง่าย ๆ สำหรับคนอยู่บ้านยาว ๆ

ใครอยากเติมความหวานช่วงกักตัว Covid 19 มาทำขนมไทยกันดีไหม มีหลายเมนูเลยล่ะ ขอนำเสนอวิธีทำขนมไทยง่าย ๆ เช่น กล้วยต้ม กล้วยเผา ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ขนมผิง วุ้น โตเกียว งาตัด หยกมณี เป็นต้น ทำกินเองหรือทำแจกก็ได้นะคะ

1. มันม่วงต้มน้ำตาล

มันม่วงต้มน้ำตาล

          ใครเบื่อ ๆ มันม่วงเผา ลองมาทำมันม่วงต้มน้ำตาลกันดีไหม จับมันม่วงหั่นชิ้นขนาดตามชอบ เอาไปต้มกับน้ำตาลใบเตยจนสุกนุ่ม

ส่วนผสม มันม่วงต้มน้ำตาล

  • มันม่วง
  • น้ำตาลทรายแดง
  • น้ำเปล่า
  • เกลือป่น
  • ใบเตย

วิธีทำมันม่วงต้มน้ำตาล

     1. ล้างมันม่วงให้สะอาด ซับให้แห้งแล้วปอกเปลือกมันม่วงให้เรียบร้อย
     2. เตรียมอ่างผสม ใส่มันม่วงลงไป เติมเกลือ ใส่น้ำลงไปจนท่วม ล้างผิวมันม่วงเพื่อให้ไม่ดำ เสร็จแล้วล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง ซับให้สะเด็ดน้ำ หั่นเป็นชิ้นตามชอบ
     3. ตั้งหม้อ เติมน้ำเปล่า เปิดไฟกลาง ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่นนิดหน่อย และใบเตย คนจนน้ำตาลละลายและน้ำเดือด
     4. ใส่มันม่วงลงไปต้มจนสุก ชิมรสตามชอบ ตักใส่ภาชนะ

2. กล้วยต้ม

กล้วยต้ม

          จากที่เคยซื้อกล้วยต้มมากินทุกวี่วัน แม้จะอร่อยแต่ปริมาณน้อยไม่คุ้มกับราคา ถ้าทำกินเองรับรองคุ้มกว่าเยอะ สูตรนี้ใส่กล้วยแช่น้ำปูนใส เสร็จแล้วก็เอาไปนึ่งจนสุก

ส่วนผสม กล้วยต้ม (สูตรน้ำปูนใส)

  • กล้วยน้ำว้าห่าม
  • น้ำปูนใส
  • น้ำสะอาด
  • เกลือ

วิธีทำกล้วยต้ม

     1. นำน้ำปูนใสผสมกับน้ำสะอาดและเกลือ เตรียมไว้
     2. ปอกเปลือกกล้วยแล้วหั่นตามยาว ใส่ลงไปแช่ในน้ำปูนใสสักครู่
     3. ตั้งซึ้งนึ่งรอน้ำเดือด ใส่กล้วยน้ำว้าลงไปนึ่งประมาณ 30-35 นาที หรือจนกล้วยสุก กินเปล่า ๆ หรือโรยน้ำตาลทรายหรือมะพร้าวอ่อนขูดตามชอบ
 

3. กล้วยเผา

กล้วยเผา

          ถ้าหาซื้อกล้วยเผายากนักก็เผาเองเลยสิเนอะ วัตถุดิบมีแค่กล้วยหักมุก ส่วนอุปกรณ์คือเตาถ่านหรือเตาแก๊ส ถ้าใครไม่มีใช้ไมโครเวฟก็ได้ จับกล้วยไปปิ้งจนเปลือกปริและสุกหอม

ส่วนผสม กล้วยเผา

  • กล้วยหักมุกสุกงอม

วิธีทำกล้วยเผา

     1. ตัดแยกกล้วยเป็นลูก ๆ เอาไปล้างให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง
     2. ทำด้วยเตาถ่านหรือเตาแก๊สให้ใช้ไฟอ่อน เอากล้วยลงไปปิ้งบนตะแกรงหรือกระทะ ประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าเปลือกสีดำและพองเกือบปริ ใช้มีดกรีดเปลือกตรงกลางออก ปิ้งต่ออีกสักพัก ประมาณ 10 นาที หรือจนกล้วยสีเหลืองและกลิ่นหอม
     3. ทำด้วยหม้ออบลมร้อนโดยใช้ไฟ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที พอครบเวลาเอาออกมาพลิกกลับด้าน และเอาไปอบต่ออีก 5 นาที หรือจนเปลือกกล้วยดำและพอกเกือบปริ นำออกมากรีดเปลือก เอาไปอบต่อ 10 นาที
     4. ทำด้วยไมโครเวฟใช้ไฟ 800 วัตต์ เอาเข้าไปอบประมาณ 5 นาที เอาออกมากรีดเปลือกออก แล้วเข้าไปอบต่ออีก 1 นาทีหรือจนสุกเหลืองกลิ่นหอม
 

4. ขนมกล้วย

ขนมกล้วย

สูตรจาก คุณ Rin’s Cookbook (#Rinscookbook)          ขนมกล้วยที่ขายทั่วไปกินแล้วไม่เจอเนื้อกล้วยเท่าไร วันนี้ว่าง ๆ เลยขอจัดเองสักครั้ง สูตรนี้ใช้กล้วยหอมสุกผสมกับแป้ง กะทิ และมะพร้าวขูด ใครชอบกินกล้วยแบบชิ้น ๆ ก็ไม่ต้องบดละเอียดมากนะคะ ถ้าผสมเข้ากันดีแล้วเทใส่พิมพ์แล้วเอาไปนึ่งจนสุกเลยจ้า

ส่วนผสม ขนมกล้วย

  • กล้วยหอมสุก 6 ลูก
  • กะทิ 1+1/3 ถ้วย
  • มะพร้าวสดขูด หรือมะพร้าวแห้งขูด 1+1/2 ถ้วย (สำหรับปั่นกับกะทิ และสำหรับโรยหน้า)
  • แป้งข้าวเจ้า 1+1/4 ถ้วย
  • แป้งมันสำปะหลัง 1/2 ถ้วย
  • แป้งเท้ายายม่อม 1/2 ถ้วย (ถ้าไม่มีก็เพิ่มแป้งมันเข้าไป)
  • น้ำตาลทราย 1+1/3 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำขนมกล้วย

     1. ใส่มะพร้าวขูดลงไปปั่นผสมกับน้ำกะทิ ปั่นผสมจนละเอียด พักไว้
     2. ใส่กล้วยหอมลงอ่างผสม ใช้ที่บดมันฝรั่งบด บดให้ละเอียด ใส่น้ำตาลทรายกับเกลือลงไป คนผสมให้เข้ากัน พักไว้
     3. ใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และแป้งเท้ายายม่อม ลงในถ้วยผสม (หรือจะใส่ลงไปในกล้วยเลยก็ได้) ใส่ส่วนผสมน้ำกะทิลงไป คนผสมให้เข้ากัน ต่อมาก็นวดผสมให้เข้ากัน จนไม่เป็นเม็ด เทใส่ลงในส่วนผสมกล้วยบด คนผสมพอเข้ากัน อย่าคนแรงเพราะจะเกิดฟองอากาศ
     4. ตั้งชุดนึ่งใส่น้ำรอไว้เลย และใส่ส่วนผสมขนมกล้วยลงไปพิมพ์ถ้วยตะไล ถ้วยละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ โรยมะพร้าวขูด นำไปนึ่งในชุดนึ่งที่น้ำเดือด นึ่งประมาณ 15-20 นาที หรือ 18 นาที ทดสอบความสุกโดยใช้ไม้จิ้มลงไป ถ้าไม่มีแป้งติดขึ้นมาถือว่าสุก นำพิมพ์ขึ้นมาพักไว้จนเย็น ถ้านึ่งด้วยถาดสี่เหลี่ยม นึ่งประมาณ 25-30 นาที นำขึ้นมาทั้งพิมพ์ พักไว้จนเย็น พอขนมกล้วยเย็นแล้วตักออกมา พร้อมเสิร์ฟ

5. ขนมฟักทอง

ขนมฟักทอง

สูตรจาก คุณ @sseeri_sirirattana สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม          ใครมีฟักทองเหลือ ๆ จับไปนึ่งแล้วเตรียมทำขนมฟักทองกันเลย สูตรนี้ใช้นมสดแทนกะทิ ใส่แป้งผสมกับน้ำตาลทราย ก่อนนึ่งแต่งหน้าดว้ยมะพร้าวอ่อน

ส่วนผสม ขนมฟักทอง

  • ฟักทองนึ่งสุก (ไม่ต้องเละมาก) 2 ถ้วยตวง
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
  • แป้งมันสำปะหลัง 1/4 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • นมสดแบบพาสเจอร์ไรส์ หรือนมตามชอบ 3/4 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • มะพร้าวอ่อน (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำขนมฟักทอง

     1. บดฟักทองให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่ไม่ต้องละเอียดมาก ในสูตรใช้ส้อมกด ๆ ให้แหลก
     2. เทแป้งทั้ง 2 ชนิด และเกลือใส่อ่างผสม ตามด้วยนมสดประมาณครึ่งหนึ่งก่อน นวดเป็นเนื้อเดียวกัน ประมาณ 2 นาที (นวดเพื่อให้แป้งเหนียวนุ่ม ไม่นวดก็ได้นะ ใส่นมทีเดียวคน ๆ กับแป้งจนเข้ากัน แล้วใส่ฟักทองจะได้เร็วขึ้น)
     3. ละลายแป้งโดยการเติมนมส่วนที่เหลือลงไปจนหมด ตามด้วยน้ำตาลทราย ใส่ฟักทองที่บดแล้วคนให้เข้ากับแป้ง ตักใส่พิมพ์ โรยมะพร้าวอ่อนก่อนนึ่งก็ได้ เอาไปนึ่งด้วยไฟแรงจนสุก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

6. หม้อแกงไข่

หม้อแกงไข่

          ใครชอบกินเมนูหม้อแกงไข่อยู่แล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องไปซื้อถึงเพชรบุรีเพราะทำกินเองที่บ้านได้ สูตรนี้กะทิใส่ใบเตยกับน้ำตาลปี๊บ ที่ขาดไม่ได้เลยคือไข่ไก่ และหอมเจียวโรยหน้า

ส่วนผสม หม้อแกงไข่

  • หอมแดงซอย 12 หัว
  • น้ำมันพืช
  • ไข่เป็ด 8 ฟอง
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • กะทิ 500 กรัม
  • แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง
  • ใบเตย 6 ใบ

วิธีทำหม้อแกงไข่

     1. เจียวหอมแดง โดยใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ตามด้วยหอมแดง พอเป็นสีเหลืองก็ตักขึ้น ส่วนน้ำมันตักใส่ถ้วย
     2. ตอกไข่ใส่ชาม ใส่เกลือป่น ตีไข่ให้ขึ้นฟู
     3. ผสมไข่ กะทิ แป้ง น้ำตาลปี๊บ และใบเตย ขยำ ๆ ให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย นำส่วนผสมที่ได้ไปกรองผ้าขาวบาง
     4. ใช้น้ำมันที่เหลือจากการเจียวหอมมาทาพิมพ์ให้ทั่ว เทส่วนผสมที่กรองแล้วใส่ถาด นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 30 นาที หรือจนสุก ทาหน้าขนมด้วยน้ำมันที่เจียวหอมแดงและโรยหน้าด้วยหอมเจียว ตัดเป็นชิ้นเสิร์ฟ

7. โตเกียว

โตเกียว

สูตรจาก คุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม          มาต่อกันที่เมนูโตเกียว สูตรใช้กระทะเทฟลอน มาพร้อมวิธีทำไส้กรอกและไส้หมูสับ หรือใครจะใส่ไส้ครีมหรือไส้สังขยาก็ได้เช่นกันนะคะ

ส่วนผสม แป้งโตเกียว

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 60 กรัม
  • เบกกิ้งโซดา
  • ผงฟู
  • น้ำตาลทราย
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำเปล่า หรือน้ำปูนใส 40 มิลลิลิตร
  • น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสม ไส้กรอกและไส้หมูสับ

  • หมูสับ
  • รากผักชี
  • กระเทียม
  • ซอสหอยนางรม
  • ไส้กรอก

วิธีทำขนมโตเกียว

     1. ผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์กับเบกกิ้งโซดา ผงฟู น้ำตาลทราย ไข่ไก่ น้ำเปล่า และน้ำผึ้ง ตีผสมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว เตรียมไว้
     2. โขลกรากผักชีกับกระเทียมเข้าด้วยกัน จากนั้นนำไปผัดพอหอม ใส่หมูสับลงผัด ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม ตักขึ้น จากนั้นนำไส้กรอกไปผัดในกระทะให้พอร้อน ๆ เตรียมไว้
     3. นำกระทะเทฟลอนขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ ตักส่วนผสมแป้งประมาณครึ่งทัพพี หยอดลงในกระทะ ใช้ช้อนละเลงให้เป็นวงรี
     4. แบ่งแป้งบางส่วนใส่ในถุงพลาสติกแล้วตัดปลายถุง จากนั้นบีบแป้งเป็นเส้น ๆ ลงในกระทะ รอจนแป้งสุก สังเกตจากแป้งเริ่มมีฟองอากาศหยาบ ๆ แสดงว่าเริ่มสุกแล้ว
     5. ใส่ไส้หมูสับและไส้กรอกลงไป จากนั้นม้วนโตเกียว ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

8. ขนมผิง

ขนมผิง

สูตรจาก Easy food good health by Andy          ใครมีเตาอบอยากชวนทำเมนูขนมผิง ใส่กะทิอบควันเทียน เพิ่มความหวานจากน้ำตาลทราย ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วเอาไปอบจนสุก

ส่วนผสม ขนมผิง

  • แป้งมันสำปะหลัง 360 กรัม
  • กะทิอบควันเทียน 250 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม
  • ไข่แดง 2 ฟอง

วิธีทำขนมผิง

     1. ร่อนแป้งมันให้แป้งกระจายตัว
     2. ใส่กะทิอบควันเทียนลงในหม้อ เติมน้ำตาลทรายลงไป คนจนน้ำตาลละลาย นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวจนเป็นยางมะตูม ยกลงรอจนคลายร้อน
     3. ตีไข่แดงจนแตก ใส่ลงไปในส่วนผสมกะทิ คนให้เข้ากันจะได้สีเหลืองนวล เทส่วนผสมไข่แดงลงไปผสมกับแป้งมัน โดยค่อย ๆ ทยอยเทลงไปผสม คนจนแป้งจับตัวกันเป็นก้อน คลุมพลาสติกถนอมอาหาร พักแป้งไว้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง
     4. นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม วางเรียงลงบนถาดอบ นำไปอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที กรณีอยากให้กรอบหน้าเกรียมมากขึ้นลดไฟ อบซ้ำอีก 5-10 นาที

9. วุ้นแมงลัก

วุ้นแมงลัก

          เห็นเมนูวุ้นแมงลักแล้วนึกถึงตอนเด็กที่แม่เคยทำให้กิน วันนี้ว่างเลยจัดสักหน่อยดีกว่า สูตรนี้ใส่น้ำหวานสีตามชอบ ใส่ผงวุ้นลงไปคนให้เข้ากันแล้วใส่เม็ดแมงลัก

ส่วนผสม วุ้นแมงลัก

  • ผงวุ้น 2 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง (สำหรับผสมทำตัววุ้น)
  • น้ำหวานเข้มข้น (เลือกตามชอบ) 2 ถ้วยตวง
  • เม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • พิมพ์วุ้น

วิธีทำวุ้นแมงลัก

     1. แช่เม็ดแมงลักในน้ำเปล่าจนพอง เตรียมไว้
     2. ต้มน้ำจนเดือดแล้วใส่ผงวุ้นลงไปต้มจนละลาย ยกลงจากเตา พักไว้สักครู่พอให้คลายความร้อน
     3. ใส่น้ำหวานตามชอบลงไปคนผสมให้เข้ากัน ตามด้วยเม็ดแมงลักที่แช่น้ำไว้แล้วตักใส่พิมพ์ นำไปแช่เย็นจนวุ้นเซตตัว

10. วุ้นกะทิใบเตย

วุ้นกะทิใบเตย

          ทำเลยเมนูวุ้นกะทิใบเตย มาพร้อมวิธีทำวุ้นกะทิและวุ้นใบเตย ใส่ใบเตยแท้สีธรรมชาติ เทใส่พิมพ์ตามชอบ เอาไปแช่เย็นจนเซตตัวจัดเสิร์ฟ

ส่วนผสม วุ้นใบเตย

  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย (ถ้าต้องการความหอมให้ผสมกลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา)
  • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ + 2 ช้อนชา
  • น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย ถึง 1 ถ้วย

ส่วนผสม วุ้นกะทิ

  • กะทิ 2+1/2 ถ้วย
  • ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ + 2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
  • เกลือป่น ปลายช้อนชา

วิธีทำวุ้นกะทิใบเตย

     1. ทำวุ้นใบเตย โดยใส่น้ำและผงวุ้นลงในหม้อ คนให้ผงวุ้นกระจายทั่ว ๆ และไม่เป็นก้อน พักทิ้งไว้สักครู่ จากนั้นนำขึ้นตั้งไฟกลางอ่อน คนผสมเรื่อย ๆ จนเริ่มเดือดและผงวุ้นละลายหมด จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลาย
     2. ใส่น้ำใบเตยคั้นลงไปคนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลงจากเตาแล้วนำส่วนผสมไปกรอง พักไว้จนเริ่มอุ่น
     3. เทส่วนผสมวุ้นใบเตยใส่ลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ประมาณครึ่งพิมพ์ จากนั้นนำไปแช่เย็นจนเซตตัว
     4. ทำวุ้นกะทิ โดยใส่กะทิลงในหม้อ ตามด้วยผงวุ้น จากนั้นคนให้ผงวุ้นกระจายทั่ว ๆ นำขึ้นตั้งไฟกลางอ่อน คนจนผงวุ้นละลาย และกะทิเริ่มเดือด (แต่ไม่ต้องแตกมัน) จากนั้นเติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลาย ปิดไฟ ยกลงจากเตา พักไว้จนเริ่มอุ่น
     5. ตักส่วนผสมวุ้นกะทิหยอดลงในพิมพ์ทับวุ้นใบเตยจนเต็มพิมพ์ (ต้องแน่ใจว่าวุ้นใบเตยด้านล่างเซตตัวดีแล้ว) นำวุ้นไปแช่เย็นจนเซตตัว นำออกจากพิมพ์ พร้อมเสิร์ฟ

11. สังขยาฟักทอง

สังขยาฟักทอง

สูตรจาก คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม          นานแล้วที่ไมได้กินเมนูสังขยาฟักทอง ส่วนผสมหาง่ายและขั้นตอนไม่ยาก สามารถปรับรสหวานของสังขยาได้ตามชอบ ถ้ากินไม่หมดแช่เย็นเก็บไว้กินได้ต่อนะคะ

ส่วนผสม สังขยาฟักทอง

  • ฟักทอง (พันธุ์ศรีเมือง) ลูกเล็กไม่เกิน 1 กิโลกรัม จำนวน 2 ลูก
  • หัวกะทิ 250 กรัม
  • น้ำตาลปี๊บ (น้ำตาลโตนด) 500 กรัม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • ไข่เป็ด 3 ฟอง
  • ใบเตย 5 ใบ
  • เกลือ (เล็กน้อย)

วิธีทำสังขยาฟักทอง

     1. ใช้มีดเจาะไปที่ขั้วฟักทองเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมก็ได้ ใช้ช้อนขูดเอาเมล็ดและไส้ฟักทองออก แล้วนำไปล้างให้สะอาดผึ่งให้แห้ง
     2. เทหัวกะทิ น้ำตาลปี๊บ ตอกไข่ และใส่เกลือในอ่างผสม ใช้ใบเตยขยำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน กรองด้วยกระชอนแล้วเทใส่ในลูกฟักทอง
     3. นำไปนึ่งในน้ำเดือด จากนั้นก็ลดเป็นไฟอ่อน ใช้เวลานึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง (หมั่นเปิดฝาดูทุก ๆ 20 นาที) พอครบเวลานำออกมาพักไว้ให้เย็น แล้วจึงนำมาผ่าครึ่ง แบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ

12. ถั่วเขียวต้มน้ำตาล

ถั่วเขียวต้มน้ำตาล

          ถ้าใครอยากกินเมนูถั่วเขียวต้มน้ำตาล จับถั่วเขียวแช่น้ำข้ามคืนรอเลยค่ะ พอตื่นเช้ามาจะได้เอามาต้มกับน้ำตาลทรายแดง ทั้งนี้ถ้าชอบเป็นเม็ดก็ต้มพอสุกนิ่ม ถ้าชอบแบบเละหน่อยต้มนาน ๆ เลยจ้า

ส่วนผสม ถั่วเขียวต้มน้ำตาล

  • ถั่วเขียว 1 ถ้วย
  • น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 5 ถ้วย
  • เกลือป่น เล็กน้อยสำหรับปรุงรส

วิธีทำถั่วเขียวต้มน้ำตาล

     1. แช่ถั่วเขียวในน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน
     2. ใส่น้ำลงในหม้อ ใส่ถั่วเขียวลงต้มจนเดือด ประมาณ 30 นาที จากนั้นเติมน้ำตาลทรายแดงลงไป ต้มจนเดือดถั่วเขียวนุ่มและน้ำตาลทรายละลาย ยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

13. ลูกเดือยเปียก

ลูกเดือยเปียก

           ใครมีลูกเดือยเก็บไว้จับมาทำลูกเดือยเปียก สูตรขนมไทยง่าย ๆ กันไหม เริ่มจากเอาลูกเดือยแช่น้ำแล้วมาต้มจนสุกบาน ใส่เผือกและธัญพืชตามชอบ เติมน้ำตาลทรายลงไป สุดท้ายราดน้ำกะทิ

ส่วนผสม ลูกเดือยเปียก

  • ลูกเดือยแห้ง 1 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
  • เผือกหั่นเต๋า (หรือธัญพืชอื่น ๆ ตามชอบ เช่น เม็ดบัว, ถั่วแดงต้มสุก, ฟักทอง)
  • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา (ปรุงรส)
  • แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน
  • ส่วนผสม กะทิสำหรับราดหน้า (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • กะทิสำเร็จรูป 1/2 กล่อง
  • เกลือป่น เล็กน้อย
  • แป้งข้าวโพดละลายน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำลูกเดือยเปียก

     1. ทำกะทิสำหรับราดโดยต้มกะทิกับเกลือป่นในหม้อพอร้อน ใส่แป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไปคนผสมให้เข้ากันจนข้น ยกลงจากเตา เตรียมไว้สำหรับราดหน้าลูกเดือยเปียก
     2. แช่ลูกเดือยในน้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืนจนลูกเดือยเริ่มนิ่มขึ้น จากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำ เตรียมไว้
     3. นำลูกเดือยที่แช่น้ำแล้วไปต้มจนสุกและบานออก ประมาณ 10-15 นาที ใส่เผือกที่หั่นไว้ลงไปต้มจนสุกนิ่ม จากนั้นใส่น้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป คนผสมจนน้ำตาลทรายละลายหมด
     4. พอน้ำตาลทรายละลายแล้ว ค่อย ๆ เทแป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป คนจนส่วนผสมเริ่มเหนียวและใส จากนั้นใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปคลุกให้เข้ากัน ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้สักครู่ให้ขนมเริ่มเซตตัว ตักใส่ถ้วย ราดหน้าด้วยกะทิ พร้อมเสิร์ฟ

14. เต้าส่วน

เต้าส่วน

สูตรจาก คุณ RinS CookBook สมาชิกเว็บไซต์ยูทูปดอทคอม          แอบอยากกินเมนูเต้าส่วนกันใช่ไหมคะ ถ้ามีถั่วเขียวซีกก็เอาไปนึ่งจนสุก เสร็จแล้วใส่ลงไปในส่วนผสมแป้งกับน้ำเชื่อม สุดท้ายราดด้วยกะทิ

ส่วนผสม เต้าส่วน

  • ถั่วเขียวเราะเปลือก (ถั่วทอง) 1+1/4 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 3+1/2 ถ้วย
  • ใบเตย 4-6 ใบ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
  • แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งเท้ายายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วย (สำหรับผสมแป้ง)
  • หัวกะทิ 1+1/4 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำเต้าส่วน

     1. ล้างถั่วเขียวเราะเปลือกให้สะอาดประมาณ 3-4 ครั้งจนน้ำที่ล้างถั่วนั้นใส จากนั้นแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง
     2. นำถั่วเขียวที่แช่น้ำแล้ววางลงในผ้าขาวบางแล้วนำไปนึ่งในชุดนึ่งที่มีน้ำเดือด ใช้ไฟปานกลาง นึ่งประมาณ 30-40 นาที พอครบเวลา ปิดเตา พักถั่วเขียวทิ้งไว้
     3. ใส่น้ำเปล่าลงในหม้อ ตามด้วยใบเตยมัดเป็นปม ต้มจนน้ำเดือดพล่าน เติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้น้ำตาลทรายละลาย เคี่ยวจนเดือดอีกครั้งแล้วนำใบเตยทิ้ง
     4. ผสมแป้งมันสำปะหลังกับแป้งเท้ายายม่อม และน้ำเปล่า คนผสมให้แป้งละลายเข้ากัน
     5. เทส่วนผสมแป้งละลายน้ำลงในหม้อน้ำเชื่อมที่เดือด ๆ ใช้ไฟอ่อนแล้วคนผสมตลอดเวลาให้เข้ากันจนแป้งเหนียวและใส
     6. ใส่ถั่วเขียวนึ่งสุกลงไปคนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลงจากเตา เตรียมไว้
     7. ทำหน้ากะทิ โดยใส่กะทิลงในหม้อ ตามด้วยใบเตย และเกลือป่น นำขึ้นตั้งไฟอ่อนจนน้ำกะทิเริ่มเดือดเล็กน้อยไม่ต้องให้แตกมัน ปิดไฟ เตรียมไว้ ตักส่วนผสมเต้าส่วนลงในถ้วย ราดด้วยหน้ากะทิ พร้อมเสิร์ฟ

15. แกงบวดฟักทองนมสด

แกงบวดฟักทองนมสด

           ใครกลัวอ้วนไม่อยากกินขนมไทยกะทิ อยากให้ลองทำแกงบวดฟักทองนมสด สูตรแช่ฟักทองในน้ำปูนใส เพิ่มความหวานจากน้ำตาลปี๊บและน้ำตาลทราย

ส่วนผสม แกงบวดฟักทองนมสด

  • ฟักทองแก่ (หั่นเป็นชิ้น) 300 กรัม
  • น้ำปูนใส สำหรับแช่ฟักทอง
  • นมสดชนิดพร่องมันเนย 500 มิลลิลิตร
  • ใบเตย 2 ใบ
  • น้ำตาลทราย 40 กรัม
  • น้ำตาลปี๊บ 40 กรัม
  • เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำแกงบวดฟักทองนมสด

     1. แช่ฟักทองลงในน้ำปูนใสทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
     2. เทนมสดลงในหม้อ ใส่ใบเตย น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ และเกลือป่น ต้มด้วยไฟปานกลางจนเดือด
     3. ใส่ฟักทองลงต้มจนฟักทองสุก และนุ่ม หรือประมาณ 20 นาที ยกลงจากเตา
     4. ตักแกงบวดฟักทองใส่ถ้วย รับประทานขณะร้อน ๆ

16. บัวลอยฟักทองไข่หวาน

บัวลอยฟักทอง

          ใครจะไปรู้ว่าฟักทองจับมาทำแป้งบัวลอยสีสวยได้อร่อย ชวนทำบัวลอยฟักทองไข่หวาน ใส่เนื้อมะพร้าวเผากับไข่หวาน เพิ่มความหอมจากกะทิใบเตย

ส่วนผสม บัวลอยฟักทอง

  • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง
  • ฟักทอง (นึ่งสุกบดละเอียด) 1/2 ถ้วยตวง
  • น้ำร้อน 6 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งข้าวเหนียว (สำหรับทำแป้งนวล)
  • น้ำสำหรับต้มแป้ง
  • น้ำเย็น (สำหรับแช่เม็ดแป้ง)
  • กะทิ (ความเข้มข้นปานกลาง) 2 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 6 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่นหยาบ 3/4 ช้อนชา
  • เนื้อมะพร้าวเผา หรือเนื้อมะพร้าวอ่อน (หั่นเป็นเส้น) 1/2 ถ้วยตวง
  • ใบเตย 2 ใบ
  • หัวกะทิ 1/4 ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่

วิธีทำบัวลอยฟักทอง

     1. ผสมแป้งข้าวเหนียวกับฟักทองบดละเอียด และน้ำร้อน นวดเข้าด้วยกันจนเนียนและปั้นเป็นก้อนได้
     2. ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม โรยแป้งนวลลงไปเล็กน้อย ปั้นจนหมด (เพื่อไม่ให้แป้งติดกัน)
     3. ต้มน้ำพอเดือด นำเม็ดแป้งลงต้มจนสุกลอยขึ้นมา ตักขึ้นแล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นพอคลายความร้อน เสร็จแล้วตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
     4. ใส่กะทิลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟพอร้อน ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือป่น เนื้อมะพร้าวเผา และใบเตยลงไปต้มพอเดือด เติมหัวกะทิลงไป
     5. ใส่แป้งบัวลอยลงในหม้อคนให้เข้ากัน พอเดือดเล็กน้อยยกลง ตักใส่ถ้วย
     6. ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วย ค่อย ๆ เทลงในหม้อน้ำกะทิ รอจนไข่สุกตามชอบ จากนั้นตักใส่ลงในถ้วยบัวลอย พร้อมเสิร์ฟ

17. ขนมงาตัด

ขนมงาตัด

สูตรจาก ครัวป้ามารายห์          ใครกำลังมองหาขนมไทยเคี้ยวกรุบกรอบ ขอนำเสนอขนมงาตัด จะใส่งาขาวหรืองาดำก็ตามชอบ ที่ขาดไม่ได้เลยคือ คาราเมล ทำเป็นชิ้นหนาหรือบางตามแต่ใจคนกินเลยจ้า

ส่วนผสม ขนมงาตัด

  • งาขาว 125 กรัม
  • น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 45 กรัม
  • น้ำผึ้ง 40 กรัม
  • น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะนาว 1 ซีก

วิธีทำขนมงาตัด

     1. นำงาขาวไปอบหรือคั่วจนมีกลิ่นหอม อบที่อุณหภูมิประมาณ 170 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นเวลา 5-10 นาที หรือจนมีกลิ่นหอม
     2. ใส่น้ำตาลและน้ำลงไปในหม้อหรือกระทะ ต้มไฟอ่อนประมาณ 3-5 นาที หรือจนเดือดและคาราเมลมีความเหนียวขึ้น
     3. ใส่น้ำผึ้งลงไป รอจนเดือดทั่วกระทะ (แป๊บเดียวไม่นานมาก) หลังจากนั้นใส่น้ำมะนาว ดับเตาแล้วใส่งาอบหรือคั่วลงไป คนหรือผัดให้ทั่ว เสร็จแล้วเทใส่กระดาษไข รีดให้ได้ขนาดและความหนาตามชอบ
     4. พอเซตตัวบ้างก็ตัดให้ได้ขนาดตามต้องการค่ะ พักให้เซตตัวประมาณ 10-15 นาทีก่อนกิน

18. ขนมหยกมณี

ขนมหยกมณี

สูตรจาก คุณ Rin’s Cookbook (#Rinscookbook)          แค่เห็นสีก็อยากลองทำกินแล้วสำหรับขนมหยกมณี ส่วนผสมมีสาคู น้ำตาลทราย และใบเตย เพิ่มมะพร้าวสำหรับคลุกลงไป ปั้นเป็นชิ้นพอคำจัดเสิร์ฟ

ส่วนผสม ขนมหยกมณี

  • สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง
  • ใบเตยหั่น 5-6 ใบ
  • น้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิ (สำหรับปั่นน้ำใบเตย) 2 ถ้วยตวง
  • น้ำเปล่า (สำหรับต้มสาคู) 1 ถ้วยตวง + 1/2 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
  • มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำขนมหยกมณี

     1. เริ่มจากการล้างสาคูโดยเทสาคูลงไปบนตะแกรง ใส่น้ำเปล่าลงไป ใช้มือคนเล็กน้อย เทน้ำทิ้ง ทำซ้ำ 2 รอบ พักสาคูไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำประมาณ 15-20 นาที
     2. ระหว่างรอสาคูก็มาคั้นน้ำใบเตยโดยหั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โถปั่น ใส่น้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิลงไป ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง หรือถุงกาแฟ เตรียมไว้
     3. พอพักสาคูไว้จนครบ 15 นาทีแล้ว เทน้ำเปล่าใส่กระทะ หรือหม้อ เปิดไฟแรงสูง พอน้ำเดือดพล่านให้ปรับเป็นไฟกลาง จากนั้นใส่สาคูลงไปคนอย่างเร็ว (เพราะสาคูจะจับเป็นก้อน) คนจนสาคูเริ่มจับตัวเป็นก้อน มีลักษณะเป็นตากบคือ มีสีขุ่นตรงกลางและภายนอกสีใส
     4. ใส่น้ำใบเตยลงไปคนให้เข้ากัน กวนส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ถ้าชอบสาคูเป็นแบบตากบก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปได้เลย หรือถ้าชอบสาคูสุกมากก็กวนจนน้ำแห้งแล้วค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป (ชอบแบบไหนก็ใส่น้ำตาลลงไปตอนนั้น)
     5. พอใส่น้ำตาลทรายเสร็จแล้วก็กวนส่วนผสมต่อไปอีกประมาณ 5 นาที หรือจนขนมค่อนข้างหนืดตัวและข้นแต่ไม่แห้ง เทขนมใส่ถาด เกลี่ยให้เท่า ๆ กัน (ห้ามจุ่มมือลงไปเพราะขนมร้อนมาก ๆ) ผึ่งขนมไว้จนเย็น
     6. ระหว่างรอขนมเย็นให้นึ่งมะพร้าวขูดในชุดนึ่งใช้ไฟแรงประมาณ 15 นาที จากนั้นนำมะพร้าวใส่จาน โรยเกลือป่น คลุกเคล้าให้ทั่ว
     7. นำช้อนกินข้าวไปจุ่มน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาตักขนมหยกมณีเป็นคำ ๆ วางขนมหยกมณีลงบนมะพร้าว คลุกเคล้าขนมหยกมณีกับมะพร้าวให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ

19. สาคูแตงไทยน้ำกะทิ

สาคูแตงไทยน้ำกะทิ

สูตรจาก Easy food good health by Andy          ใครหาซื้อแตงไทยได้ จับมาทำเมนูสาคูแตงไทยน้ำกะทิสักถ้วย ใส่ข้าวโพดกับสาคู จะใช้กะทิกล่องหรือกะทิคั้นสดก็ตามชอบเลยนะคะ ใส่น้ำแข็งเพิ่มความสดชื่น

ส่วนผสม สาคูแตงไทยน้ำกะทิ

  • แตงไทยคว้านเป็นลูกกลมตามชอบ
  • กะทิกล่อง 500 กรัม
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 160 กรัม
  • ข้าวโพดต้มสุก 100 กรัม
  • สาคูเม็ดเล็ก 150 กรัม

วิธีทำสาคูแตงไทยน้ำกะทิ

     1. ปอกเปลือกแตงไทยตักเป็นก้อนกลม ๆ แช่ตู้เย็นไว้
     2. ทำน้ำกะทิโดยเทกะทิใส่หม้อภาชนะ ตั้งไฟปานกลาง ใส่เกลือและน้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลละลาย เติมข้าวโพดต้มสุก คนจนเดือด ปิดไฟ ยกลงตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
     3. ต้มสาคูโดยตั้งน้ำให้เดือด ใส่สาคูลงไป คนจนสาคูใสและนิ่ม จากนั้นปิดไฟเทน้ำออก นำสาคูที่ต้มสุกแล้วไปแช่ในน้ำเย็นจัดประมาณ 10-15 นาทีหรือจนสาคูอิ่มน้ำ
     4. ตักสาคูใส่ถ้วย ตามด้วยแตงไทย ใส่น้ำกะทิราดลงไป กินได้ทั้งร้อนและเย็น

20. ขนมต้ม

ขนมต้ม

          ขนมต้มที่ขายทั่วไปสีสันจืดชืด ถ้าทำกินเองเติมความคัลเลอร์ฟูลลงไปเลยจ้า มาพร้อมวิธีทำไส้มะพร้าวผัด ทำง่ายแค่มีหม้อต้มเท่านั้น

ส่วนผสม ไส้มะพร้าวผัด (ไส้ขนมต้ม)

  • มะพร้าวทึนทึกขูด 250 กรัม
  • น้ำตาลมะพร้าว 160 กรัม
  • น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย

ส่วนผสม แป้งขนมต้ม

  • แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย
  • น้ำใบเตย หรือสีอื่น ๆ ตามชอบ 1 ถ้วย

ส่วนผสม มะพร้าวสำหรับคลุก

  • มะพร้าวทึนทึกขูด 4 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำขนมต้ม

     1. ทำไส้ขนมต้มโดยใส่มะพร้าวขูด น้ำตาลมะพร้าว และน้ำลอยดอกมะลิลงในกระทะ ผัดจนแห้ง ยกลงจากเตา พักไว้พออุ่น ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดปลายนิ้วหัวแม่มือหรือขนาดตามชอบ พักไว้
     2. ทำแป้งขนมต้มโดยเทแป้งใส่อ่างผสม ค่อย ๆ เติมน้ำใบเตยลงไป นวดผสมจนเนื้อเนียน
     3. ตั้งหม้อเติมน้ำเปล่าใส่ใบเตยเพิ่มความหอม ต้มจนเดือด นำแป้งมาห่อไส้ขนมปั้นให้เป็นก้อนกลมแล้วใส่ลงไปต้มจนสุกลอยขึ้น เสร็จแล้วเอาไปคลุกกับมะพร้าวขูดผสมเกลือให้ทั่ว จัดเสิร์ฟ

Instagram