สวยอำมหิต ป้าโหด วางยาฆ่าคนในหมู่บ้าน เอาเงินฌาปนกิจ ทำมานานกว่า 20 ปี

  • จุดเริ่มของการรื้อฟื้นคดีป้าโหด ฉายา “สวยใจดำ” ฆ่าคนเพื่อหวังเอาเงินค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ เมื่อมีผู้พบศพชายวัย 58 ปี ถูกมีดฟันหน้าและลำคอเกือบขาด เสียชีวิตบริเวณพงหญ้าใต้สะพานข้ามแม่น้ำปิง-สบแฝก พื้นที่บ้านซาง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา

  • กระทั่งตำรวจจับกุมนายปั๋นแก้ว ขันแก้ว ชาวอำเภอแม่ริม โดยรับสารภาพเป็นผู้ลงมือฆ่านายอนันต์ ทองมาลย์ ซึ่งเป็นชายไร้บ้าน อาศัยพื้นที่ใต้สะพานเป็นที่หลับนอน พร้อมกับการซัดทอดได้รับการจ้างวานฆ่า จำนวน 4 หมื่นบาท จากนางบัวลอย ทะลา อายุ 61 ปี

  • เบื้องต้นนางบัวลอย ปฏิเสธไม่ได้จ้างวานฆ่า แต่ให้ไปทำร้ายสั่งสอนเท่านั้น เพราะไม่พอใจที่ผู้ตายไปบอกชาวบ้านว่ามีความสัมพันธ์ชู้สาวกับตนเอง จนมีเรื่องทะเลาะกันภายในร้านเหล้า แม้จะให้การไปอย่างไรทางตำรวจมีพยานหลักฐานชี้ชัดว่าเธอเป็นคนจ้างวานฆ่าจริง

  • สาเหตุในการจ้างวานฆ่า กลายเป็นเรื่องซับซ้อนที่ไม่ได้เกิดจากความโกรธแค้น แต่เพราะนางบัวลอย ต้องการเงินค่าฌาปนกิจของนายอนันต์ จำนวน 5 แสนบาท นำไปสู่การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทราบว่ายังมีผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย อาจตกเป็นเหยื่อถูกนำชื่อไปเข้าฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อรับผลประโยชน์จากการเสียชีวิต

  • เหยื่อของนางบัวลอย ที่ถูกนำชื่อไปเข้าฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อรับผลประโยชน์ มีการตั้งข้อสังเกตว่ามักเป็นคนที่ติดสุรา เช่นเดียวกับนายอนันต์ มีนิสัยชอบดื่มสุราเป็นประจำ แต่ลักษณะการตายต่างกันโดยนายอนันต์ถูกฆ่าเชือดคอ ส่วนเหยื่อคนอื่นๆ โดนวางยา ล้วนแล้วแต่เป็นคนในหมู่บ้าน

  • นายกุศล คำใส ผู้ใหญ่บ้านบ้านซาง พื้นที่เกิดเหตุ ยอมรับการนำชื่อคนในหมู่บ้านเป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยผู้รับผลประโยชน์ไม่ใช่ญาติทำได้ง่าย แค่มาขอหลักฐานไปสมัคร โดยนางบัวลอย ทำลักษณะนี้มานานตั้งแต่อายุ 40 กว่าปี อ้างว่าต้องการแบ่งเบาภาระการจัดงานศพ และจะแบ่งเงินให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

  • การกระทำของนางบัวลอย สร้างความตกใจให้กับผู้ใหญ่บ้านบ้านซาง ไม่คิดว่าจะเหี้ยมโหดขนาดนี้ จนชาวบ้านพากันเรียกว่า “สวยใจดำ” เพราะมีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างสวย แม้จะอายุค่อนข้างมากแล้ว และจากการที่คนในหมู่บ้านล้มตายหลายคน เป็นที่ผิดสังเกตทำให้ชาวบ้านจับกลุ่มพูดคุยกันมานานในเรื่องวางแผนฆ่าคนเอาเงิน

  • โชคดียังมีเหยื่อที่รอดชีวิต จากการถูกวางยา ภายหลังเมื่อหลายปีก่อนนางบัวลอย ได้มาพบลูกสาวของเหยื่อวัย 64 ปี เพื่อขอหลักฐานไปสมัครเป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ และต่อมาในปี 2561 ได้นำยาอ้างว่าช่วยรักษาอาการอัมพฤกษ์ มาให้เหยื่อกินจนหมดสติ เกือบเอาชีวิตไม่รอด หากหมอล้างท้องไม่ทัน 

  • จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลูกสาวเหยื่อ เชื่อว่าพ่อของตัวเอง ถูกวางยาหวังเอาเงินฌาปนกิจอย่างแน่นอน เพราะเคยมีเครือญาติเสียชีวิต โดยมีนางบัวลอย เป็นผู้รับผลประโยชน์เช่นกัน และในเวลาต่อมาเหยื่อผู้รอดชีวิต ได้เคยเตือนนายอนันต์ ซึ่งถูกฆ่าปาดคอกลายเป็นศพใต้สะพาน ให้ระวังตัว แต่สุดท้ายไม่ทันการณ์ แม้ก่อนหน้าจะรอดจากการถูกวางยาในขวดสุราก็ตาม

  • ถือเป็นบทเรียนให้กับคนในหมู่บ้านซาง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในการยินยอมให้คนนอก นำชื่อสมาชิกในครอบครัวไปสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ จนกลายเป็นช่องทางหากินของนางบัวลอย ฉายา “สวยใจดำ” โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ คนป่วยติดเตียง และคนพิการ ซึ่งต้องมาจบชีวิตลงจากฝีมือคนโหดเหี้ยม

“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” พูดคุยกับ ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การเป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นสิ่งที่ดี แต่กลับเป็นช่องโหว่ให้กับใครบางคนในการหาผลประโยชน์ นำไปสู่การฆาตกรรมอำพราง และหากย้อนไปในอดีตเคยเกิดคดีฆ่าหวังเอาเงินประกันเป็นจำนวนมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างการฆ่ารัดคอที่ไม่มีร่องรอย เนื่องจากวิทยาการด้านนิติวิทยาศาสตร์ในขณะนั้นถูกมองข้ามไป โดยตำรวจใช้วิธีสรุปคดีง่ายๆ

กระท่ังสมัยแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เป็นผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาบอกมีคดีลักษณะนี้หลายเคสจากการฆาตกรรมอำพราง เพราะแรงจูงใจจากสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ปัจจุบันได้ใช้การชันสูตรพลิกศพ เมื่อตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ และให้แพทย์นิติเวชฯ ไปชันสูตรศพว่า ตายธรรมชาติ หรือผิดธรรมชาติหรือไม่ โดยกรณีเหยื่อคนล่าสุดของนางบัวลอย ซึ่งครั้งนี้ชัดเจนเนื่องจากถูกฆ่าปาดคอ นำไปสู่การรื้อฟื้นคดีที่อาจจะมีผู้เสียชีวิตจากการวางแผนของนางบัวลอย เพื่อเอาเงินฌาปนกิจสงเคราะห์

“ปัจจุบันงานของพนักงานสอบสวน มีการพัฒนาไปถึงแรงจูงใจ ต้องมีการลงบันทึกว่าการตายของผู้เสียชีวิตมีใครได้ มีใครเสีย อาจมีเหตุการณ์เข้ามาผสมโรง เช่น ลูกเขยฆ่าแม่ยาย จากการทำประกันหรือไม่ โดยเหยื่อที่ถูกกระทำมักอ่อนแอ มีปัญหาชีวิตอยู่แล้ว และในสมัยก่อนมีการฆ่าแล้วโยนให้รถทับ อำพรางคดี เมื่อญาติไม่ติดใจก็จบ ซึ่งในปัจจุบันหากญาติไม่ติดใจในการเสียชีวิต แต่แพทย์ยังติดใจ ก็ยังไม่จบต้องมีการสอบสวน ยกตัวอย่างการผูกคอ หากเชือกที่รัดคอมีลักษณะเฉียงออกไป แสดงว่าฆ่าตัวตาย ยกเว้นเชือกเป็นเส้นตรง แสดงว่าถูกฆ่า”

ในกรณีฆาตกรรมอำพรางเพื่อหวังเอาเงินประกัน หรือ “เงินฌาปนกิจสงเคราะห์” โดยปกติแล้วผู้ต้องหาต้องล่วงรู้ว่าเหยื่อมีจุดอ่อนอย่างไร หากแพทย์ชันสูตรไม่ดี โดยไม่มีข้อติดใจ อาจเป็นเหตุไม่ถูกดำเนินคดีก็เป็นไปได้ อาทิ การจับกดน้ำให้เสียชีวิต และมีการจัดฉาก นำขวดเหล้ามาวางข้างๆ ก็เป็นไปได้ เพื่ออำพรางคดี ซึ่งกรณีคดีของนางบัวลอย คาดว่าอาจจะมีการฆาตกรรมคนมากกว่านี้ ดังนั้นวิทยาการด้านนิติวิทยาศาสตร์ จึงมีความสำคัญ ในการสอบสวนคดีฆาตกรรมอำพราง โดยเฉพาะการโยงใยว่าใครได้ผลประโยชน์ จากการตายของผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่ควรมองข้ามไป.

Instagram