ลาออกอีกคน! นักข่าวทีวีช่องดัง สุดทนต้องทำข่าวลุงพล-น้องชมพู่ ขอโทษพาสังคมมาถึงจุดนี้

คดีการเสียชีวิตของ น้องชมพู่ แม้เวลาล่วงเลยมานานถึง 4 เดือน แต่ก็ยังไม่สามารถไขปริศนาการเสียชีวิตของเด็กหญิงวัย 3 ขวบรายนี้ได้ ในขณะเดียวกันชีวิตของ “ลุงพล” หรือ นายไชย์พล วิภา ลุงเขยของน้องชมพู่ กลับพลิกผันจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าหลานตัวเอง กลายมาเป็นคนดังแห่ง บ้านกกกอก ได้รับความสนใจจากสังคมจนกลายเป็นคนดัง ได้เป็นนักร้องร่วมกับศิลปินดัง ถูกจ้างไปออกงานอีเวนต์ มีการตามติดชีวิตยิ่งกว่าดารานักแสดง

ล่าสุดหลังจาก หัวหน้าช่างภาพของ สำนักข่าวโทรทัศน์ช่องดังสำนักหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า ตนทนไม่ไหวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนต้องขอลาออกจากงาน เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตเรื่องราวเหล่านี้อีกต่อไป

และโลกออนไลน์ก็ต้องฮือฮาอีกครั้งเมื่อ ผู้สื่อข่าวทีวีช่องดัง ออกมาโพสต์ยุติบทบาทหลังทบทวนการทำงาน หลังได้ลงพื้นที่ติดตามข่าวการเสียชีวิตของน้องชมพู่ เวลา 1 เดือนกว่าๆ การทำงานที่บ้านกกกอกทำให้รู้สึกไม่มีความสุข ขอโทษที่การทำงานในหน้าที่สื่อมวลชนพาสังคมมาถึงจุดนี้

“ยุติบทบาทในฐานะผู้สื่อข่าว”

เพื่อนหลายคนเห็นโพสต์นี้คงตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น?

เราต้องบอกก่อนว่า เราทำงานกับทางช่อง ระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน เรารู้สึกขอบคุณที่ช่องให้โอกาสเสมอมา ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ดีกับเรา ที่สอนเราหลายๆอย่าง แต่เมื่อเราทำงานมาเรื่อยๆ หลายๆ อย่าง อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ ทำให้เราไม่สามารถฝืนความรู้สึกตัวเองและเดินต่อต่อไปได้ เราตัดสินใจไปคุยกับพี่ (รองผอ.ฝ่ายข่าว) และบอกว่า ”เราอยากพัก” ซึ่งพี่แกก็เคารพการตัดสินใจของเรา

เราใช้เวลาคิดและตัดสินใจ 1 เดือนเศษ ใช้ช่วงเวลาที่เราทำงานอยู่บ้านกกกอก เพื่อติดตามคดีน้องชมพู่ ขณะที่เราอยู่ที่นั่นนานวันเข้า เราตั้งคำถามกับตัวเองต่างๆ นานา และ “คำตอบในหัวเรา มันทำให้เราไม่มีความสุข” กับการทำงาน (เราขอไม่ลงรายละเอียด)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ เราไม่สามารถขัดแย้งอะไรได้ ซึ่งทุกครั้งเราต้องก้มหน้าก้มตาทำต่อไปเรื่อยๆ เราลำบากใจหลายอย่าง และที่ลำบากใจไปมากกว่านั้นคือการเข้าถึง “สิทธิส่วนบุคคล” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลบางอย่าง ตัวเรามองว่าไม่เหมาะเท่าไหร่ แม้บางคนเขาจะเต็มใจก็ตาม ถามว่าคนดูได้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น ได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ นอกจากได้ดู “ความขัดแย้งกันของเครือญาติ”

อย่างที่เราบอกในโพสต์ก่อนหน้าว่า “เรารับรู้ถึงกระแสของเพื่อนๆกับการต่อว่าสื่อมวลชน” ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้อธิบายให้ใครฟังมากมายนัก แต่เราก็ไม่อยากให้เพื่อนเหมารวมสื่อมวลชน อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสื่อมวลชนก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำงานภายใต้กรอบขององค์กร และการทำงานของแต่ละองค์กรย่อมต่างกัน ฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรนั้นล้วนแตกต่างกันออกไปเช่นกัน ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองในบริบทของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

สุดท้ายนี้ ในนามของเราเอง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งและเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ เราขอโทษทุกคนต่อการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้น จนมันนำพาสังคมให้มาถึงจุดนี้ได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็แค่ทรัพยาการบุคคลคนหนึ่ง ไม่สามารถท้วงติงหรือแก้ไขอะไรได้มาก เพราะเมื่อเราอยู่ในระบบ เราก็ต้องทำ ดังนั้นเราจึงขอถอยออกมา เพราะเราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

เราขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาหาเรา และห่วงใยเรา
“จากกันด้วยดี ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านครับ”

Instagram